หนาวคราวที่แล้ว ๓ …ห้วยนกกก ฝาง

BY IN Uncategorized 513 views

หนาวคราวที่แล้ว ๓  …ห้วยนกกก  ฝาง

25 ธันวาคม 2558

วันคริสมาสต์  อันยาวนานของพวกเรา ยังคงดำเนินไป ดูเหมือนว่า ทุกเวลานาทีของเราช่างมีความหมาย และมีคุณค่าเหลือเกิน โดนเฉพาะ คนขับรถของเรา ยังไม่ได้หลับได้นอนตั้งแต่เมื่อคืน จนจะครบ 24 ชั่วโมงแล้ว

ความเดิมตอนที่แล้ว ที่พวกเรากระเหี้ยนกระหือรือ ลงมาจากดอกอ่างขาง จากเสียงเรียกของทางโรงเรียน ว่าทุกคนรอคอยการมาของเรา ทั้ง ๆ ที่กำหนดการณ์ของเราคือ ช่วงบ่าย 3 โมงของวันนี้ แต่ปรากฏว่า การสื่อสารนั้นสำคัญไฉน เพราะการสื่อสารที่ไม่เข้าใจและไม่เคลียร์กัน อะคึ อะคิ๊ อ่ะค่ะ ไม่ใช่ชาวเขาเสียหน่อย ชาวเรานี่แหละครับ หลง ๆ งง ๆ กันไป  อาการพี่มดก็ดีขึ้นแล้ว มัวเมาลงมาจากดอย เพราะเครียด ไมเกรนขึ้น เนื่องด้วยคุยกับปลายสารไม่เข้าใจกัน

หลาย ๆ คนคงจะเคยเข้าใจภาษาเหนือบ้าง แต่ผมขอแนะนำภาษาเหนือหรือ “กำเมือง” ของเรานะครับ คำว่าพูดนี่มี 2 คำในภาษาเหนือคือ “อู้” หรือ “ปาก” เช่น “จะไปอู้นัก” แปลว่าอย่าพูดมาก ไม่ใช่ขี้เกียจ อู้งานนะครับ หรือบางทีจะพูดว่า “จะไปปาก”  งงไหมครับ แปลว่า อย่าพูด ครับ คำว่า “จะไป” แปลว่า “อย่า” ครับ เช่น “จะไปไป” แปลว่า อย่าไป ครับ  คือถ้า สปีคกำเมือง อย่างนี้ พี่มด ไมเกรนทะลุแน่นอนครับ  ภาษากำเมืองแต่ละจังหวัดก็แตกต่างกันไปครับ แต่จะมีภาษากลางของภาษาเหนืออยู่ครับ

ในที่สุด เราก็ดั้นด้นมาถึง ฝาง รถเลี้ยงเขาถนนสายที่แยกไปทางสวนส้มธนาธร 2 บ้านห้วยนกกก ตำบลม่อนปิน อำเภอฝาง แถวนี้ผมรู้จักครับ แต่ไม่มีใครใส่ใจถามผมเลย โดยเฉพาะพี่มด มัวแต่ปวดหัว  คือผมเคยไปพักที่นำพุร้อนฝาง แล้วเอามอเตอร์ไซค์เจ้าหน้าที่ขับไปสวนส้มธนาธร เลยรู้จักแถวนั้นครับ

เมื่อเราเลี้ยวเข้าทางสวนส้ม มีเจ้าหน้าที่มารอรับที่ปากทาง และตรงจุดนั้นมีค่ายทหารเล็ก ๆ อยู่ ทหารจึงขับรถนำเรามาด้วย  ครูคงประสานงานให้มาช่วยขนของ  ทางลงจะลาดชันพอสมควร เป็นถนนที่แยกเลยไปจากสวนส้มอีกทางหนึ่ง เลยเข้าไปหลายกิโลเมตรเหมือนกัน

จุดหมายของเรา เป็นหมู่บ้านของชนเผ่า มีประมาณ 60 กว่าหลังคาเรือนเท่านั้น ที่หมู่บ้านนี้มีศูนย์การเรียนรู้ เป็นสาขาของการประถมศึกษา ฝาง มีนักเรียนเพียง 20 กว่าคนเท่านั้น เด็กและชาวบ้านมารอกันเต็มลานหน้าโรงเรียน คืออย่าเรียกว่าโรงเรียนเลย แค่เป็นอาคารเล็ก ๆ เหมือนโรงเรือน หอประชุม อบต. ยังดีกว่าเป็นไหน ๆ  ที่ว่าพี่มดปวดหัวไมเกรนขึ้น ก็เพราะอย่างนี้แหละครับ จริง ๆ แล้วหมู่บ้านก็มีเท่านี้ นักเรียนและชาวบ้านก็อยู่ตรงนี้แหละไม่ได้หายไปไหน

เราช่วยกันขนของลงจากรถ ไม่คิดว่าของจะมีปริมาณมากขนาดนี้ เอาไปวางไว้ในเต้นเกือบไม่หมด มีตั้งแต่เสื้อผ้า ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน สมุด ดินสอ อุปกรณ์กีฬา ขนมต่าง ๆ ผ้าห่ม ยารักษาโรค เราซื้อมาครบตามจำนวนครัวเรือนที่ได้ข้อมูลไป มากันทั้งหมู่บ้านเลยครับ เด็กๆ ชาวบ้าน ทหาร ช่วยกันขนของลงจากรถ แล้วก็เริ่มชุลมุน แจกของกันเลยครับ สนุกสนานกันไป แจกขนม เสื้อผ้า ผ้าห่ม  ของทหารก็มีครับ

นอกจากนี้ผมก็มอบเงินสดเป็นเงินการศึกษา และมอบเงินให้ทางคุณครูเอาไว้ใช้เป็นกองกลาง รวมแล้วราว 5000 บาท ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมบริจาคมาครับ

พี่มดเป็นตัวตั้งตัวตีในการนำของมาบริจาคทุก ๆ ปี ทำมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วครับ เราจึงมีประสบการณ์ในการหาของใช้ที่จำเป็น การแจกของ และพื้นที่ที่เราจะเดินทางไป ดังนั้นเราพยายามเตรียมตัวให้ดีที่สุด ในการที่จะรับกับปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้  แม้ว่าวันนี้จะผ่านไปด้วยดี แต่ก็ไม่ดีกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา

เรามาช่วยกันแจกของให้เด็ก ๆ ของเล่น ตุ๊กตา เสื้อผ้า ขนม ดูพวกเธอและเขาเหล่านั้นดีใจกัน หน้าตายังเปื้อนขี้มูกกันอยู่เลย แต่เราจะเห็นรอยยิ้มน้อย ๆ ที่ซ่อนอยู่บนใบหน้า และแววตาที่บ่งบอกถึงความสุข ความดีใจ เสื้อปั่นเพื่อพ่อของเด็กที่เราได้รับบริจาคมา เป็นเสื้อใหม่ แจกปุ๊บเธอใส่ปั๊บเลยครับ ธรรมดาเด็ก ๆ คงไม่ค่อยมีโอกาสแบบนี้ เราแจกขนมที่มีมามากอย่างเหลือเฟือ บางคนได้แล้วก็ได้อีก ไม่เป็นไรครับ เราก็แจกได้

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นานนัก เพราะเราต้องเดินทางต่อไปที่ท่าตอน อำเภอแม่อาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 52 กม. หรือประมาณ 1 ชม. ตอนนี้ก็ได้เวลาที่จะเดินทางไปหาที่พักเอาดาบหน้า ดูเวลาก็ราว 4 โมงเย็นแล้ว จึงได้ล่ำลาครูอาจารย์ เด็ก ๆ ชาวบ้าน และทหาร ที่มีแต่รอยยิ้มในสายตาอันอบอุ่นและดีใจ  ในแต่ละครั้งเราไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าได้เห็นพวกเขามีความสุข คริสมาสต์ วันนี้พวกเราก็อิ่มใจ รวมถึงผู้ร่วมบริจาคทรัพย์และสิ่งของมาให้เด็ก ๆ ในครั้งนี้ คงได้รับอานิสงค์ผลบุญในครั้งนี้ด้วยเช่นกันครับ  ขอบคุณพี่มด  คุณออย และครอบครัว คุณแม่ และผู้ร่วมเดินทางทุกคน รวมถึงคนขับรถของเราด้วยครับ

ในเวลาแค่ชั่วงีบ เปา คนขับรถตู้ที่ยังไม่ได้นอนมาทั้งคืน ก็พาเรามาถึงวัดท่าตอน พระอารามหลวง วันนี้เรามีที่พักที่มากกว่าห้าดาว คือเราจะพักกันที่วัดแห่งนี้ครับ  เมื่อตกลงเรื่องที่พักได้แล้ว เราก็พากันลงไปหาอะไรกินที่ตลาด ก็มีร้านอาหารเล็ก ๆ แถวนั้นครับ หารับประทานกันได้ตามอัธยาศัย  จนตะวันคล้อยแล้วเราก็ขึ้นไปหาที่พัก

วัดท่าตอนตั้งอยู่บนเนินเขา มีที่พักที่สร้างไว้ให้อุบาสกอุบาสิกามาพำนักอยู่เป็นชั้น ๆ ไป มีทั้งระดับ VIP ระดับห้องพักทั่วไป ซึ่งก็นับได้ว่าดีพอสมควร เมื่อเราเข้าที่พักซึ่งปลูกบนเชิงเขา ด้านระเบียงหันเข้าสู่หน้าผา จึงมีวิวที่สวยงามเป็นเทือกเขาที่ซับซ้อนอยู่เบื้องหน้า ตอนนี้เริ่มมืดแล้ว เราจะเดินขึ้นไปไหว้พระเจดีย์ ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของยอดดอยนี้

อากาศไม่หนาวเท่าที่ควร เราเดินจากที่พักไปราว 1 กม. เพื่อไปไหว้พระมหาเจดีย์ พอขึ้นไปถึงยอดดอยเท่านั้นแหละครับ ก็เป็นเวลา 1 ทุ่มตรง ได้เวลาเขาปิดไฟพอดี ทำให้บรรยากาศมืดมิด เหลือเพียงแต่พระจันทร์ดวงเด่นเป็นสง่า เราก็เลยเดินกลับมายังที่พัก ระดับหลายดาว เพราะมองขึ้นไปที่ท้องฟ้า ดาวระยิบระยังเต็มไปหมด คืนนี้เราต้องรีบพักผ่อนกันแล้ว หลังจากเหนื่อยและเพลียมาทั้งวัน

26 ธันวาคม 2558

วันนี้พวกเราตื่นแต่เช้า เพื่อที่จะขึ้นไปที่เจดีย์อีกครั้ง เพื่อจะไปรอดูตะวันขึ้น และไปสักการะพระเจดีย์วัดท่าตอนอีกครั้ง เราไปกันแต่มืด ๆ เลยครับ  เพื่อไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้น และที่ค้างคามาแต่เมื่อคืน เพราะมาแล้วเขาปิดไฟพอดี เลยไม่ได้ขึ้นไปชมในพระเจดีย์

เช้านี้ลมแรงมากครับ ผมขึ้นไปบนเจดีย์ ซึ่งมีบันใดวนขึ้นไป บนสุดมีพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อออกมายืนนอกระเบียง จึงประทะเข้ากับลมหนาว อุณหภูมิเช้านี้ราว 18 องศา แต่ลมแรง ทำให้หนาวเย็นขึ้นไปอีก ผมยืนรอถ่ายรูปตะวันขึ้นตั้งนาน ทนหนาวไม่ไหว จึงลงมาข้างล่าง

เพราะว่าด้านล่างมีข้าวตมให้ทานฟรี พี่มดและกลุ่มของเราจึงไม่ไปไหนครับ นั่งทานกันตรงซุ้มที่จัดให้นั่ง ผมก็หนาวครับ เลยไปตักมา ข้าวต้มวัดท่าตอนอร่อยมากครับ  ขณะเดียวกัน พระอาทิตย์ก็โผล่ขึ้นมา ต้องรีบไปถ่ายรูปอีก กล้องมือถือ กล้องใหญ่ ชามข้าวต้ม เอาเข้าไปครับพี่น้อง

ไม่นานเราก็ลงมาด้านล่าง เพื่อใส่บาตร และซื้อของที่ระลึก ที่นี่มี ผักกาดดอง กระเทียมดอง และข้าวสาร จำหน่าย อร่อยครับ รวมถึงน้ำพริกคั่วทราย (ค้าจำไม่ผิดนะครับ) ซื้อไปกันคนละหลายถุงเลยครับ คณะนี้ใจบุญกันอยู่แล้ว

แล้วเราก็ต้องจากวัดท่าตอน ที่พักอันแสนวิเศษ มีทิวทัศน์เป็นป่าเขาสวยงาม ค่าที่พักนะหรือครับ แล้วแต่กำลังศรัทธา ครับ พี่มดเป็นคนจัดการให้เรียบร้อยครับ ทุกคนก็อิ่มบุญกันไปครับเช้านี้

ติดตามตอนต่อไปนะครับ

 

วัดท่าตอน จากเวป ของวัดท่าตอน

ปัจจุบัน วัดท่าตอนเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ได้รับการยกฐานะจากวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2534 ตั้งอยู่บนยอดเขาต่อเนื่องหลายลูก บนเนื้อที่ 425 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา แยกเป็นพื้นที่ตั้งวัดชั้นล่าง 45 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา และเป็นเขตอุทยานพุทธศาสนาและสำนักปฏิบัติธรรม 380 ไร่ 67 ตารางวา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาลาดชัน มีที่ราบริมแม่น้ำกก บริเวณหน้า มหาโพธิสัตว์กวนอิม และบริเวณลานวัด ซึ่งพระเจดีย์ประดิษฐานอยู่ เขตวัดทิศเหนือ จดแม่น้ำกก และไร่นาของชาวบ้าน ทิศตะวันออกและทิศใต้ จดเขตบ้านหลายหลัง และทิศตะวันตกจดป่าสงวนแห่งชาติ

แสดงความคิดเห็น...