การกลับมาของ นริศ ทวีกุล

BY IN หลากหลายเรื่องราว 1,016 views

การกลับมาของ นริศ ทวีกุล (BGFC 3-1 ศรีสะเกษ)

 

                ค่ำของวันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2559  ที่สนามลีโอสเตเดี้ยม ผู้คนทยอยกันเข้าสนามมาเรื่อย ๆ จนเวลาทุ่มตรงก็เริ่มแข่งขัน TPL นัดที่ 11 BGFC เปิดบ้านพบกับ ศรีสะเกษ ทีมอันดับ 11 ของตาราง

ผมนี่ ต้องลางานมา 2 ชั่วโมงเพื่อขับรถจากศรีราชา มาเป็นกำลังใจให้กับทีมสโมสรบางกอกกล๊าสกันเลยทีเดียวครับ มาถึงสนามก็ประมาณ 5 โมงกว่า ๆ มานั่งฟังเพลงใน บีจีบาร์ กันเพลิน ๆ ก่อนบอลจะแข่ง

เมื่อเริ่มการแข่งขัน ผมก็แปลกใจที่เห็น นริศ ทวีกุล ผู้รักษาประตู เดินเรียงแถวมากับทีมในสนามด้วย เพราะคิดว่า ยังไม่หายจากอาการผิดปกติของการทำงานของอวัยวะในร่างกาย แต่เมื่อเห็นเขาในสนามก็ดีใจครับ แสดงว่าเขาสามารถ กลับมาเล่นได้แล้ว หายดีแล้ว

ก่อนหน้านี้ ผลงานของ BGFCล่าสุด แพ้ให้กับ BUFC ในบ้านไปหวุดหวิด 1-0 ซึ่งการทำเกมส์นั้นไม่ได้แตกต่าง เพียงแต่จังหวะและโอกาสทำประตูเท่านั้นที่ไม่สามารถยิงประตูได้ และการพ่ายแพ้ 2 นัดหลังนั้น นายทวารอย่าง นริศ ทวีกุล ไม่ได้ลงทำหน้าที่ป้องกันประตู เนื่องด้วยอาการผิดปกติของการทำงานของร่างกาย

ก่อนหน้านี้ แฟนบอลต่างลือกันไปต่าง ๆ นานา จากการที่ นริศ หรือ เต้ย ไม่ได้ลงทำหน้าที่เฝ้าเสามาหลายนัด ตั้งแต่หลังสงกรานต์ ทำให้เจ้าตัวต้องออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วยของตน ซึ่งเกิดจากการทำงานของ ไต

หลาย ๆ ท่านคงสงสัยว่า ไต มีหน้าที่อะไร และทำงานอย่างไร  ผมเอามาแปะท้ายให้อ่านกันนะครับ

 

นริศ ทวีกุล หรือเต้ย กเกิดเมื่อ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1983 (อายุปัจจุบัน 32 ปี) เกิดที่จังหวัดนครพนม ส่วนสูง 1.82 ม. (5 ฟุต 12 นิ้ว) น้ำหนัก 78 กก.  ย้ายมาจากสโมสร พัทยา ยูไนเต็ด เข้ามาเป็นนายทวารหมายเลข 1 ของสโมสรบางกอกกล๊าส เมื่อปี 2013 ผลงานก่อนหน้านี้ ติดทีมชาติตั้งแต่อายุ 21 ปี เมื่อ 2004 แชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 23(ฟิลิปปินส์) เข้าร่วมทีมชาติไทยชุดเอเชี่ยนเกมส์ ปี 2006 และติดทีมชาติล่าสุดในเอเชี่ยนคัพ 2015 รอบคัดเลือก

นริศกลายเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของสโมสรบางกอกกล๊าสนับแต่ ย้ายเข้ามาทำหน้าที่ โดยใส่เสื้อหมายเลข 1 ถ้านับถึงนัดล่าสุด นริศลงเล่นให้ BGFC ไปแล้ว 109 นัด (รวม ฟุตบอลถ้วย) ป้องกันประตูได้ 63 ครั้ง สำหรับบอลถ้วย และ ป้องกันประตูได้ 287 ครั้ง สำหรับ TPL นับได้ว่าเป็นสถิติที่น่าทึงมากเลยทีเดียวครับ สำหรับผู้รักษาประตูคนนี้  และในนัดล่าสุด เขายังสามารถ เซฟ ลูกจุดโทษจากศรีสะเกษได้อีกด้วยครับ สุดยอดจริง ๆ

นริศ ฉายแววตั้งแต่ยังเด็ก โดยเป็นผู้รักษาประตูให้กับ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ตั้งแต่ ม. 3 – ม. 6 (แม้บางช่วงจะได้เล่นเป็นกองหน้าก็ตาม) โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว นริศเป็นคนง่าย ๆ ไม่เรื่องมาก คือ แบบ บ้าน ๆ ลูกทุ่ง ๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย ว่าง ๆ ก็อ่านหนังสือ ดูหนังฟังเพลงไป และเพิ่งจะเข้าประตูวิวาห์กับสาวเหนือชาวจังหวัดพะเยาไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ชีวิตของคนเราไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร หลังจากที่ลงเล่นให้กับ BGFC เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 56 (2013) สนามกีฬากลางจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่ง BGFC แพ้ไป 1-0  เต้ยก็ต้องช๊อคกับข่าวบ้านไฟไหม้วอดไปทั้งหลัง  ในวันรุ่งขึ้น  ชีวิตของเขาได้เรียนรู้จากความเป็นไปในชีวิตตั้งแต่เล็ก เมื่อคุณพ่อได้จากไปตั้งแต่เขาอายุได้เพียง 10 ขวบ คุณแม่ก็ได้เลี้ยงดูเขามาเป็นอย่างดี

ชีวิตที่คุ้มค่าและมีความสุข คือชีวิตที่ได้มองเห็นคุณค่าของการใช้ชีวิต ความมั่งมีร่ำรวยไม่ได้หมายถึงความสุขที่มีเท่ากับทรัพย์สิน เรามีเท่าไหร่ เราก็มีความสุขเท่าที่เรามี การฝ่าฟันอุปสรรค์ต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องทำให้ดีที่สุดและเอาชนะมันให้ได้ เมื่อเราผ่านจุดนั้นมา แล้วเรายืนอยู่ในจุดที่สูงกว่า ดีกว่า มองย้อนกลับไป มันช่างเป็นสิ่งวิเศษ น่าภาคภูมิใจ และเป็นความสุข เป็นกำลังใจที่จะทำให้เราได้ก้าวต่อไปจากผลงานที่เราได้บากบั่นสู้ทำมา ชีวิตของนริศ ทวีกุล ก็คงไม่ต่างเท่าไหร่นัก วันนี้หนุ่มวัย 32 ปี ที่ทำหน้าที่ของตัวเองมาตลอดตั้งแต่อายุ 14 ปี ในเกมกีฬาที่ผ่านฝน ผ่านร้อน ผ่านการบาดเจ็บจากการแข่งขันมานักต่อนัก จิตใจที่เข้มแข็งและไม่เคยย่อท้อของเขา จึงได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง และมีความเป็นลักษณะเฉพาะในการที่จะทำหน้าที่ผู้รักษาประตู อันเป็นอาชีพที่เขารัก และเป็นเกียรติยศของชายคนนี้

บางทีรอยแผลเป็นของนักสู้ ไม่ได้มีไว้เพื่อโอ้อวดหรือโก้เก๋ แต่เป็นสิ่งที่เตือนใจ เป็นกำลังใจของชีวิตคนคนหนึ่ง ที่ได้ผ่านสิ่งที่เลวร้าย หรือสนามรบอันเต็มไปด้วยอุปสรรค์ ซึ่งในที่สุด ก็ผ่านมาได้ จงได้อย่าถามถึงรอยแผลเหล่านั้นเลยว่าได้มาอย่างไร แต่ปัจจุบันนี้เขามีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างไรที่ควรชื่นชมนั้นสำคัญกว่า

การกลับมาของ นริศ ทวีกุล เป็นบทพิสูจน์ใจของเขาอีกครั้ง ไม่เพียงแต่เป็นความหวังของสโมสรบางกอกกล๊าสเท่านั้น แฟนบอลของ BGFC ทั่วประเทศ ก็คาดหวังในตัวของเขาเช่นเดียวกัน และคอยให้กำลังใจ ภาวนาให้เขาได้มีสุขภาพที่แข็งแรง เพื่อเป็นหนึ่งในกำลังของทีมในผู้เล่นทั้ง 11 คน

การกีฬาที่เล่นเป็นทีมนั้น ทุกคนมีหน้าที่ และทุกคนสำคัญเท่ากันหมด แม้แต่ตัวสำรอง หรือผู้ที่ไม่มีชื่อเป็นตัวสำรองก็ตาม เมื่อทีมของตนได้รับชัยชนะ ก็มีความยินดีไปด้วยกันเสมอ มันคือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครดีกว่าใคร เพียงแต่ว่า ขอให้แต่ละคน ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และรับผิดชอบต่อตัวเองให้มาก หากยังมองเห็นความห่วงใย และศรัทธาจากแฟนบอลทั้งหลาย

บนเส้นทางเดินของใครบางคน แต่มีใครหลาย ๆ คนเฝ้ามองอยู่ ชื่นชมและคอยให้กำลังใจเสมอ คุณไม่ได้เดินอย่างโดดเดี่ยวหรอกครับ จะมีพวกเราเดินเคียงข้างเสมอ เราจะเดินไปด้วยกัน BGFC

สู้ต่อไปครับ นริศ ทวีกุล และสโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส

ขอขอบคุณภาพจากสโมสร BGFC

บทบาทและหน้าที่ของไต

 

ไตเป็นอวัยวะสำคัญส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งประกอบด้วย ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเช่นเดียวกับอวัยวะสำคัญอื่นๆ เช่น หัวใจ ตับ ปอด กระเพาะอาหาร สมอง ซึ่งอวัยวะต่างๆ เหล่านี้ ต่างก็ทำหน้าที่เฉพาะส่วน แต่มีการประสานงานกันเป็นอย่างดี จึงทำให้ร่างกายเป็นปกติสุขอยู่ได้ หากอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเสีย หรือถูกทำลาย ก็จะมีผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะอื่นได้

 

ไตมีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วแดง อยู่ที่บริเวณบั้นเอวทั้ง ๒ ข้าง ใต้กระดูกซี่โครง และอยู่ ๒ ข้างของกระดูกสันหลัง มีสีแดง เหมือนไตหมูสดๆ มีความยาวโดยวัดเส้นผ่าศูนย์กลางตามความยาวได้ประมาณ ๑๑-๑๒ เซนติเมตร และหนักข้างละ ๑๕๐ กรัม ไตแต่ละข้างได้รับเลือดผ่านทางหลอดเลือดแดงใหญ่ ซึ่งออกจากหัวใจ เมื่อเลือดไหลผ่านไตจะมีการกรองผ่านหน่วยไตเล็กๆ ที่เรียกว่า เนฟรอน (Nephron) ซึ่งมีอยู่ข้างละ ๑ ล้านหน่วย หน่วยไตเล็กๆ เหล่านี้ทำหน้าที่กรองของเสียจากเลือดผ่านทางท่อไต และเกิดเป็นน้ำปัสสาวะขับออกจากร่างกายทางท่อปัสสาวะ ร่างกายสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยไตที่ปกติเพียง ๑ ข้าง เพราะมีการปรับสมดุลได้ดีมาก ดังนั้นผู้ที่บริจาคไต ๑ ข้างจึงสามารถมีชีวิตที่ปกติด้วยไตที่เหลือเพียงข้างเดียวได้

 

หน้าที่ของไตมีหลายอย่าง  ได้แก่

-          การปรับสมดุลน้ำในร่างกาย

ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญในการควบคุมการขับหรือเก็บน้ำไว้ในร่างกาย เมื่อร่างกายขาดน้ำ เช่น อากาศร้อนจัด และเสียน้ำไปทางเหงื่อมาก ร่างกายจะปรับสมดุลน้ำ โดยจะกระหายน้ำและดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อเป็นการทดแทนน้ำที่เสียไป ร่างกายจึงจะอยู่ในภาวะสมดุล หรือเมื่อดื่มน้ำเป็นจำนวนที่มากเกินความต้องการ ไตก็จะทำหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินออกเช่นเดียวกัน แต่เมื่อใดที่ไตผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับสมดุลน้ำได้ จะเกิดภาวะน้ำเกินหรือภาวะขาดน้ำ ซึ่งถ้ารุนแรงมาก จะทำให้มีผลกระทบต่อสมอง จนมีอาการสับสน ซึม และชักได้

-          การปรับสมดุลของสารเกลือแร่และกรด-ด่างในร่างกาย

-          การกำจัดของเสียออกจากร่างกาย

-          การผลิตฮอร์โมนหลายชนิดในร่างกาย

กล่าวโดยสรุป เมื่อเลือดแดงจากหัวใจไหลเข้าสู่หลอดเลือดแดงของไตเพื่อไปสู่เนฟรอน การกรองของเสียต่างๆ เกิดขึ้นแล้ว เลือดก็ไหลกลับสู่หลอดเลือดดำของไตเข้าสู่หัวใจต่อไป ไตกรองเลือดประมาณ ๒๔๐ ลิตรต่อวัน และดูดกลับ ๒๓๗.๖ ลิตรต่อวัน ที่เหลืออีก ๒.๔ ลิตรกลายเป็นน้ำปัสสาวะขับออกจากร่างกาย

ข้อมูลอ้างอิง

 

เมื่อไตทำงานผิดปกติ ก็จะไม่สามารถควบคุมน้ำในร่างกายได้ ทำให้เราขาดน้ำ หรือมีน้ำมากเกินไป เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น เราต้องหมั่นดูและสุขภาพด้วยนะครับ

แสดงความคิดเห็น...